ojazzy's blog

  • Archive
  • RSS

dtac Accelerate : Wizard of Apps สะพานเชื่อมสตาร์ทอัพไทยไปสู่ระดับโลก

image

ปีนี้เป็นปีทองของสตาร์ทอัพและนักพัฒนาชาวไทยจริงๆ เพราะตอนนี้มีโครงการดีๆมาจากฝั่ง dtac แล้วกับ dtac Accelerate โครงการที่จะช่วยสร้างเสริมและสนับสนุนนักพัฒนาไทยไปสู่ระดับโลก โดยก้าวแรกของโครงการนี้คือการประกวดโมบายล์แอพพลิเคชั่น Wizard of Apps ซึ่งได้ คุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล คนไทยระดับสุดยอดที่เคยไปทำงานอยู่ที่ Google ในฐานะ Global Lead Marketing Manager และเริ่มทำบริษัทสตาร์ทอัพของตัวเองที่ Silicon Valley เมืองหลวงแห่งนวัตกรรมของโลก โดยปัจจุบันเป็น Senior Vice President ด้านผลิตภัณฑ์ของดีแทคมาเป็นหัวเรือใหญ่ของโครงการนี้ จากที่ผมได้ไปเข้าร่วมงานเปิดตัวโครงการแล้วต้องบอกได้เลยว่าน่าสนใจมากๆ รายละเอียดของงานและโครงการโดยสรุปมีดังต่อไปนี้

  •  dtac Accelerate เป็นโครงการสนับสนุนสตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการและนักพัฒนาที่จะจัดในระยะยาว โดยมีการประกวด Wizard of Apps เป็นก้าวแรก
  •  Wizard of Apps เป็นโครงการประกวดโมบายล์แอพพลิเคชั่นที่จะเสริมสร้างและผลักดันนักพัฒนาไปสู่ระดับโลก
  • นักพัฒนาสามารถรวมทีมไม่เกิน 5 คนและส่งสไลด์นำเสนอไอเดียแอพพลิเคชั่นเข้าไปเพื่อรับการพิจารณาคัดเลือกในรอบแรก หมดเขตรับไอเดียวันที่ 30 เมษายนนี้
  • 30 ทีมที่ได้รับการคัดเลือกให้ผ่านรอบแรกจะได้เข้าร่วมเวิร์คชอปกับผู้เชี่ยวชาญจาก Silicon Valley ในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน
  • ผู้เชี่ยวชาญที่จะมาถ่ายทอดความรู้ในการสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะมาอย่างแน่นอน ได้แก่
    - Fadi Bishara ผู้ก่อตั้ง Black Box ศูนย์พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการระดับโลกใน Silicon Valley
    - Stephanie Palmeri ผู้บริหาร Soft Tech VC ซึ่งลงทุนให้กับสตาร์ทอัพชั้นนำอย่าง Fab และ Visually
    - Matt Monday อดีตหัวหน้าทีม App Store Editorial ของ Apple 
  • หลังจากจบเวิร์คชอปแล้วจะมีการคัดเลือก 10 ทีมเพื่อเข้ารอบต่อไปเพื่อพัฒนาแอพพลิเคชั่นจริง และตัดสินหาผู้ชนะในเดือนกันยายน
  • ทีมที่ชนะเลิศจะได้เดินทางไปซิลิคอน วัลเลย์เพื่อเข้าร่วมโครงการ Black Box Accelerate ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาผู้ประกอบการชั้นยอด 12 รายจากทั่วโลก และได้รับรางวัลและบริการสำหรับธุรกิจต่างๆมูลค่ารวมกว่า 50 ล้านบาท และได้เป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจของดีแทคด้วย อีกทั้งยังมีโอกาสนำเสนอธุรกิจของตัวเองกับนักลงทุนระดับโลกที่มีเงินลงทุนรวมกว่า 1.5 พันล้านบาท
  • ปัจจุบันดีแทคกำลังสร้างแพลทฟอร์มสำหรับนักพัฒนาอยู่ โดยมุ่งหวังว่าจะแก้ปัญหาหลักๆของนักพัฒนาแอพ 2 ข้อ คือ คนไม่รู้จักและหาแอพของตัวเองไม่เจอ และ แอพที่สร้างไม่สามารถทำเงินได้
  • ทำไมต้องเป็น Silicon Valley? คำตอบก็คือ Silicon Valley เป็นจุดกำเนิดและศูนย์รวมบริษัทนวัตกรรมระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook อีกทั้งยังมีผู้ประกอบการที่มีความรู้และนักลงทุนที่พร้อมจะลงทุนกับไอเดียเด็ดๆอยู่มากมาย
  • ในช่วงครึ่งปีหลัง คุณกระทิงได้กล่าวไว้ว่ายังมีโครงการเด็ดๆที่จะเปิดตัวมาเพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยอีก รอติดตามให้ดี

ส่วนตัวแล้วตื่นเต้นกับโครงการนี้มากๆครับ เรียกได้ว่าโอกาสไปสู่ระดับโลกมาถึงคนไทยแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสที่จะได้เข้าถึงซิลิคอนวัลเลย์โดยตรงแบบนี้เรียกว่าหายากมาก ใครมีไอเดียทำแอพพลิเคชั่นก็ต้องจังหวะนี้แล้วครับ

สมัครได้ที่  http://dtac.co.th/dtac-accelerate/ เลยครับ 

ปิดท้ายด้วยวิดีโอโปรโมทโครงการนี้ครับ

    • #dtac accelerate
    • #dtac
    • #ดีแทค
    • #startup
    • #wizard of apps
    • #กระทิง พูนผล
  • 2 months ago
  • Permalink
Share

Short URL

TwitterFacebookPinterestGoogle+

AIS The Startup Weekends 2013 : อีกหนึ่งโอกาสที่จะทำให้ฝันของชาวสตาร์ทอัพกลายเป็นจริง

AIS The Startup Weekends 2013

ตั้งแต่ปีที่แล้วเราจะเห็นว่า AIS ค่อนข้างจริงจังกับการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพและนักพัฒนาแอพพลิเคชั่น มีการตั้งโครงการ AIS The Startup ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้คนที่มีไอเดียหรือแอพพลิเคชั่นของตัวเองสามารถเข้าไปนำเสนอและรับคำแนะนำในการพัฒนาให้เป็นธุรกิจรวมถึงโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนด้านการตลาดจาก AIS ซึ่งมีฐานลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจอยู่มากมาย นับได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับสตาร์ทอัพและนักพัฒนารายย่อยจะมีช่องทางการเติบโตได้สะดวกยิ่งขึ้น และปีนี้เอง AIS ก็ยังคงทำงานเกี่ยวกับสตาร์ทอัพอย่างต่อเนื่องโดยการเปิดตัว AIS The Startup Weekends 2013 ซึ่งวันนี้ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการนี้มาครับ เนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญของงานมีดังต่อไปนี้ครับ

  • โครงการ AIS The Startup ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง หากใครที่มีไอเดียหรือแอพพลิเคชั่นก็สามารถลองติดต่อเข้าไปได้ตลอดเวลา
  • ข้อดีของการเข้าร่วมโครงการ AIS The Startup คือ
    - มีที่ปรึกษาด้านธุรกิจ
    - ได้รับการสนับสนุนด้านการตลาดจากเอไอเอส
    - มีโอกาสเข้าถึงฐานลูกค้าของเอไอเอสที่มีอยู่ 35 ล้านคน
    - ถ้าผลิตภัณฑ์ดีพอก็มีโอกาสที่จะได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุนด้วย
  • AIS The Startup จะจัด AIS The Startup Weekends 2013 ซึ่งรูปแบบการจัดงานจะแตกต่างกับ Startup Weekends ที่เคยจัดมาก่อนหน้านี้
  • รายละเอียดของงาน AIS The Startup Weekends 2013 มีดังต่อไปนี้
    - เปิดรับใบสมัครตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ถึง 17 มีนาคม 2556
    - รอบ Audition (23 มีนาคม)
    ผู้เข้าร่วมงานรับการทดสอบโดยแยกกลุ่มตามความถนัด (ด้านธุรกิจ ดีไซน์ หรือโปรแกรมมิ่ง) และรวมกลุ่ม เสนอไอเดียที่จะนำไปสร้างแอพพลิเคชั่น
    - ประกาศผลรอบ Audition (27 มีนาคม) 
    ประกาศผล 25 ทีมที่จะได้เข้ารอบเพื่อไปพัฒนาไอเดียต่อไป
    - Product Prototype Pitch (30-31 มีนาคม)
    นำเสนอผลงานและโปรโตไทป์ที่ได้จากรอบที่ผ่านมาเพื่อค้นหา 5 ทีมที่น่าสนใจมากที่สุด
  • หลังจากจบ The Startup Weekend ทั้ง 5 ทีมที่ได้รับการคัดเลือกจะได้เข้าร่วม The Startup Bootcamp หลักสูตรอบรมแบบเข้มข้นสำหรับผู้ประกอบการสายดิจิตอลซึ่งมีความยาว 3 เดือน โดยในหลักสูตรนี้จะมีวิทยากรที่เป็นผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศมาให้ความรู้ เทคนิค และแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจจริง
  • 5 ทีมที่ได้เข้า Bootcamp จะได้รับเงินรางวัล 200,000 บาทและบริการอื่นๆจากพาร์ทเนอร์ของเอไอเอส
  • มี 1 ทีมจะได้รับเงิน 600,000 บาท และการสนับสนุนด้านแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์จากเอไอเอสมูลค่า 3,000,000 บาท 
  • ในเดือนสิงหาคมจะมีการจัด AIS The Startup Investor Day ขึ้น ภายในวันนั้นผู้ประกอบการที่ผ่านกิจกรรม AIS The Startup Weekends 2013 จะมีโอกาสได้นำเสนอผลงานกับนักลงทุนและพันธมิตรธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศของเอไอเอส และมีโอกาสได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุนด้วยหากผลิตภัณฑ์ดีพอ
  • ในช่วงที่ผ่านมา มีสตาร์ทอัพหลายรายที่เข้าร่วมโครงการ AIS The Startup และได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆหลายราย เช่น ShopSpot, Memblr, Freehap, BentoWeb
  • ในการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพนั้น ทางเอไอเอสได้แบ่งระดับการทำงานออกเป็น 3 ระดับ คือ
    1 Co-marketing : เอไอเอสจะช่วยนักพัฒนาในด้านการทำการตลาดโดยนำผลิตภัณฑ์มาช่วยโปรโมตกับฐานลูกค้าของเอไอเอสที่มีกว่า 35 ล้านคน
    2 Co-development : หากแอพพลิเคชั่นตัวไหนที่ทางเอไอเอสมองเห็นถึงศักยภาพและมีแนวทางสอดคล้องกับธุรกิจของเอไอเอส ทางนักพัฒนาก็มีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากเอไอเอสในด้านการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ด้วย โดยสิทธิในตัวผลิตภัณฑ์ยังคงเป็นของนักพัฒนาอยู่
    3 Investment : หากแอพพลิเคชั่นมีศักยภาพจริงและเติบโตพร้อมที่จะก้าวไปสู่ระดับภูมิภาคหรือระดับโลกแล้ว นักพัฒนาก็มีโอกาสจะได้รับเงินลงทุนจาก Invent ซึ่งเป็นบริษัทร่วมลงทุนในเครือ Intouch ด้วย   
  • คุณณัฐเศษแห่ง BentoWeb ได้เล่าถึงประสบการณ์ในการทำงานกับทีม AIS The Startup ว่าทางทีมกระตือรือร้น ไม่ปล่อยปละละเลย ตามงานกันตอน 4 ทุ่มก็ยังเคยมี เรียกได้ว่าทีมงานมุ่งมั่นที่จะช่วยจริงๆ

ใครมีไอเดียธุรกิจหรืออยากเริ่มต้นทำสตาร์ทอัพ AIS The Startup Weekends 2013 ก็เป็นอีกจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บของ AIS The Startup ได้เลย สุดท้ายขอจบด้วยวิดีโอโปรโมทของโครงการ AIS The Startup ครับ

    • #ais
    • #ais the startup
    • #ais the startup weekends
    • #startup
    • #สตาร์ทอัพ
    • #เอไอเอส
  • 3 months ago
  • Permalink
Share

Short URL

TwitterFacebookPinterestGoogle+

6 ข้อสังเกตหลังจากได้ลอง “iSnap” ประสบการณ์การอ่านหนังสือพิมพ์แบบใหม่จาก The Nation

iSnap Demo

ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมงานสาธิตการใช้ iSnap ซึ่งเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่จะถูกเพิ่มเข้าไปในแอพพลิเคชัน Nation News  โดยทาง Nation ได้กล่าวไว้ว่าฟีเจอร์นี้จะทำให้ “หนังสือพิมพ์มีชีวิต” ในงานนี้ได้คุณ Justin Tan มาเป็นตัวแทนของผู้พัฒนาฟีเจอร์นี้มาสาธิตการใช้งาน มาดูกันดีกว่าว่าเจ้า iSnap จะทำให้หนังสือพิมพ์มีชีวิตได้อย่างไร

iSnap คืออะไร

iSnap เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่กำลังจะถูกเพิ่มเข้ามาในแอพพลิเคชัน Nation News โดยฟีเจอร์นี้ทำงานโดยใช้เทคโนโลยี Image Recognition ช่วยให้ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ในเครือเนชัน (กรุงเทพธุรกิจ คมชัดลึก เดอะเนชัน) สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาในหนังสือพิมพ์ได้ ซึ่งขั้นตอนการใช้งานของฟีเจอร์นี้สามารถสรุปได้เป็น 3 ขั้นตอนคือ

1. เปิดแอพพลิเคชันในมือถือ
2. นำกล้องของมือถือไปส่องกับหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีสัญลักษณ์ของ iSnap อยู่
3. เนื้อหาจะถูกแสดงแบบ Interactive Content บนหน้าจอมือถือ

ประสบการณ์ใหม่ที่ผู้อ่านจะได้รับ

การนำฟีเจอร์นี้มาใช้จะทำให้ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ในเครือเนชั่นได้รับประสบการณ์ใหม่ๆจากการอ่านหนังสือพิมพ์ เรียกได้ว่าเป็นการเชื่อมโลกของสื่อออฟไลน์และดิจิทัลเข้าด้วยกัน ขยายขอบเขตของการนำเสนอสื่อหนังสือพิมพ์ให้ไม่จบเพียงแค่การนำเสนอข้อมูลด้วยบทความและรูปภาพ และสามารถสร้างความลึกของการนำเสนอได้มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้สามารถใช้ฟีเจอร์นี้กับผลบอลในหน้าหนังสือพิมพ์ทำให้สามารถดูวิดีโอช็อตเด็ดย้อนหลังได้ทันที

Heineken Ads on iSnap

ข้อสังเกตเกี่ยวกับ iSnap

จากการได้ทดลองใช้และพูดคุยกับทางผู้พัฒนา ผมเห็นประเด็นหลักๆเกี่ยวกับ iSnap ดังต่อไปนี้

  • Exclusive content เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการผลักดัน iSnap เพราะถ้าหากใช้เพียงแต่คอนเทนท์ที่สามารถหาได้จากช่องทางอื่นอย่างเดียว ผู้ใช้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะมาอ่านหนังสือพิมพ์ เพราะโดยปกติผู้ใช้สมาร์ทโฟนบริโภคข้อมูลจากสื่อออนไลน์อยู่แล้ว 
  • iSnap เป็นเรื่องที่นับว่ายังใหม่สำหรับฝั่งผู้ใช้ ดังนั้นการทำให้ผู้ใช้เข้าใจถึงประโยชน์ของการใช้งานเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ
  • คุณจัสตินเลือกที่จะให้ iSnap เป็นเพียงฟีเจอร์เสริมแทนที่จะทำออกมาเป็นเป็น stand-alone application ของตัวเอง เพราะคิดว่าการทำงานกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นสื่อหรือแบรนด์ใหญ่จะช่วยทำให้ช่องทางการ educate ผู้ใช้กว้างแและทั่วถึงได้รวดเร็วกว่าซึ่งเป็นกลยุทธที่ดี
  • Interactive content ของ iSnap สร้างมาจาก HTML5 ทำให้คอนเทนท์สามารถนำไปใช้ได้ในหลายแพลทฟอร์ม และแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียได้ซึ่งช่วยเพิ่ม virality ให้กับสื่อออฟไลน์
  • ระบบหลังบ้านของ iSnap ที่เก็บข้อมูลสถิติการเปิดคอนเทนท์และการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้เอาไว้อย่างละเอียด ทำให้สื่อและผู้ลงโฆษณาสามารถวัดผลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าเมื่อมองถึงความน่าสนใจของ Interactive content บวกกับเรื่องการวัดผลแล้ว iSnap ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่เอเจนซี่อาจนำมาใช้งานได้
  • เทคโนโลยี Image Recognition มีความรวดเร็วและแม่นยำกว่าการใช้ QR Code ปกติ เพียงส่องกล้องแบบผ่านๆก็สามารถอ่านค่าได้แล้ว ดังนั้นในแง่การใช้งานจึงสะดวกกว่า ติดแต่เพียงว่าสภาพแวดล้อมและความเร็วของ Mobile Intenet ในไทยยังไม่ค่อยอำนวยนัก (อาจจะดีขึ้นหน่อยเมื่อมีการเปิดใช้ 3G ในคลื่นความถี่ 2.1GHz อย่างเป็นทางการ) 

โดยรวมแล้วก็ถือได้ว่า iSnap น่าสนใจและสามารถนำไปต่อยอดไปได้หลายอย่าง และทาง The Nation เองก็มีความกล้าที่จะนำเทคโนโลยีมาสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้กับสื่อสิ่งพิมพ์ในเครือ iSnap จะเปิดตัวเร็วๆนี้ ใครอยากลองก็ไว้โหลดมาเล่นกันดูได้ สำหรับใครที่ยังนึกภาพไม่ออก ลองดูวิดีโอตัวอย่างซึ่งเป็นวิดีโอที่ iSnap ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นสื่อในมาเลเซีย

    • #iSnap
    • #The Nation
    • #Nation News
  • 3 months ago
  • Permalink
Share

Short URL

TwitterFacebookPinterestGoogle+

ทำไม Infographic จึงเป็นอนาคตของ Online Marketing

Why Infographic is The Future of Online Marketing

Infographic เป็นการนำข้อมูลยากๆมาย่อยและเปลี่ยนเป็นรูปภาพทำให้การรับรู้ข้อมูลเป็นไปได้ง่ายดายยิ่งขึ้น เป็นรูปแบบการจัดการข้อมูลที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศเป็นอย่างมาก และปัจจุบันก็ได้รับความนิยมจากคนไทยเป็นอย่างมาก จะเห็นได้จากจำนวน Like และ Share ที่มากมายของ Infographic หลายภาพใน Facebook เรียกได้ว่าความนิยมถล่มทลายกันเลยก็ว่าได้ และวันนี้ผมได้มีโอกาสเข้าร่วม session ซึ่งมีคุณเดียร์ CEO ของ LikeMe Thailand และ Infographic Thailand เจ้าของผลงาน Infographic จำนวนมากที่ได้รับความนิยมใน Facebook มาเป็นวิทยากรช่วยแชร์ความรู้และประสบการณ์การทำ Infographic โดยมีรายละเอียดโดยสรุปดังต่อไปนี้ครับ

  • ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ข้อมูลล้นทะลักจนไม่มีเวลาเพียงพอที่จะบริโภคข้อมูลทั้งหมดได้ อินโฟกราฟฟิกเข้ามามีบทบาทช่วยทำให้เราบริโภคข้อมูลได้ง่ายและเร็วขึ้น
  • อินโฟกราฟฟิกเป็นศาสตร์และศิลป์แห่งการสื่อสาร เป็นการนำข้อมูลที่มีความซับซ้อนมาทำให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นโดยใช้ภาพกราฟฟิกที่สวยงามเป็นตัวช่วย
  • อินโฟกราฟฟิกที่ดีควรมีลักษณะ 3 อย่างคือเรียบง่าย น่าสนใจ และสวยงาม
  • การเรียนรู้ของมนุษย์แบ่งได้เป็น 4 รูปแบบคือเรียนรู้จากการดู (Visual) การฟัง (Auditory) การสัมผัส (Kinesthetic) และการอ่านและเขียน (Read/write) ซึ่งคนกว่า 65 เปอร์เซนต์ถนัดเรียนรู้ด้วยการดู
  • ในวันหนึ่งคนเราบริโภคข้อมูลเท่ากับหนังสือพิมพ์ประมาณ 140 เล่มแต่ไปถึงสมองจริงๆแค่ 1 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดเท่านั้น
  • 80 เปอร์เซนต์ของการทำงานของสมองนั้นเกี่ยวกับการรับรู้และประมวลเป็นภาพ
  • คนเราประมวลผลจากการดูรูปภาพได้รวดเร็วกว่าการอ่านตัวหนังสือ 60000 เท่า
  • ยอดทราฟฟิกของผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่ใช้อินโฟกราฟฟิกนำเสนอเรื่องราวต่างๆสูงกว่าเว็บที่ไม่ใช้ 12 เปอร์เซนต์โดยเฉลี่ย
  • Content ที่เป็นภาพหรืออินโฟกราฟฟิกคุณภาพมีอัตราการตอบรับและแชร์จากผู้ชมมากกว่าบทความทั่วไปประมาณ 30 เท่า
  • คุณสมบัติอันโดดเด่นของอินโฟกราฟฟิกในโลกโซเชียลก็คือมันถูกกระจายไปอย่างรวดเร็วถ้าตัวอินโฟกราฟฟิกมีคุณภาพเพียงพอ 
  • การสร้างอินโฟกราฟฟิกต้องคำนึงถึง 3 อย่าง คือ 1. คอนเทนท์ 2. การเล่าเรื่อง 3. ดีไซน์
  • ลำดับขั้นตอนการสร้างอินโฟกราฟฟิก
    1. ตั้งเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ต้องการ
    2. ทำการค้นคว้าข้อมูล
    3. คัดเลือกและสรุปข้อมูลเหล่านั้นให้เข้าใจง่าย
    4. สร้างเรื่องราวและคิดวิธ๊การเล่าเรื่อง
    5. หาวิธีการนำเสนอข้อมูลที่เหมาะสม
    6. สรุปเป็นรูปภาพ 
  • Checklist สำหรับการทำอินโฟกราฟฟิก
    - นำเสนอเรื่องราวเพียงเรื่องเดียว
    - ต้องง่ายที่คนอื่นจะนำไปแชร์ต่อ
    - ต้องบริโภคได้ง่าย
    - มี hook เด็ดๆโดนๆ

สำหรับ session นี้เท่าที่ผมรู้นับว่าเป็นที่แรกในไทยเลยที่นำเรื่องราวของอินโฟกราฟฟิกมาแชร์ในมุมของวิธีการคิดและการลงมือทำ และเชื่อว่ากระแสของอินโฟกราฟฟิกในไทยก็ยังคงจะได้รับความนิยมต่อไปในปีนี้ สุดท้ายขอขอบคุณ Hubba Co-working Space อีกเช่นเคยที่เป็นเจ้าภาพทำให้เกิด session ดีๆแบบนี้ครับ 

    • #Infographic Thailand
    • #LikeMe Thailand
    • #Hubba
    • #อินโฟกราฟฟิก
    • #อินโฟกราฟฟิกคืออะไร
    • #Online Marketing
  • 4 months ago
  • 1
  • Permalink
Share

Short URL

TwitterFacebookPinterestGoogle+

เกร็ดความรู้จาก IDEO Design Thinking Workshop

IDEO Design Thinking Workshop

รู้จัก IDEO กันไหมครับ? IDEO เป็นบริษัทให้คำปรึกษาในด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆให้กับองค์กรชั้นนำของโลกหลายแห่ง เช่น 3M, GE, Adobe, Toyota, Samsung, P&G และอื่นๆ
IDEO มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเรื่องของกระบวนการคิดสำหรับการออกแบบ (Design Thinking) ซึ่งเป็นเบื้องหลังของผลงานและความสำเร็จของบริษัทนี้ และเมื่อไม่นานมานี้ผมได้เข้าร่วม Design Thinking Workshop โดย คุณ Purin Phanichphant ซึ่งเป็น Senior Designer จาก IDEO มาเป็นวิทยากร ผมก็เลยนำเกร็ดความรู้ที่ได้จากงานนี้มาฝากกันครับ

  • Design Thinking คือกระบวนการคิดสำหรับการออกแบบที่คำนึงถึงธรรมชาติของผู้ใช้ รูปแบบของธุรกิจ และเทคโนโลยีเพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ
  • Design Thinking แบ่งได้เป็น 5 ขั้นตอนคือ
    - ทำความเข้าใจผู้คนที่กำลังมีปัญหา (Gain empathy)
    - นำข้อมูลมาเชื่อมโยงเพื่อให้เห็นมุมมองในภาพรวม (Articulate a point of view)
    - ระดมสมองคิดไอเดียหรือวิธีแก้ปัญหาออกมาให้มากที่สุด (Ideate alternatives)
    - สร้างตัวต้นแบบและนำไปทำการทดสอบ (Prototype and test)
    - ร้อยเรียงและนำเสนอเรื่องราวของผลิตภัณฑ์หรือบริการ (Tell a story)
     ซึ่งในการออกแบบนั้นไม่จำเป็นต้องทำเรียงตามลำดับ ให้เลือกตามความเหมาะสมของงาน
  • ในการทำความเข้าใจผู้ใช้ เทคนิคหลักๆที่ถูกนำมาใช้คือการสัมภาษณ์และการสังเกตการณ์
  • ไม่เพียงแต่คำพูดของคนที่เราสัมภาษณ์เท่านั้น เราต้องให้ความสำคัญกับอารมณ์ ความรู้สึก สีหน้าที่แสดงออกและภาษากายอีกด้วย เพราะหลายครั้งที่ความต้องการที่แท้จริงของผู้คนไม่ได้ถูกถ่ายทอดด้วยคำพูดแต่ซ่อนอยู่ในสิ่งเหล่านี้
  • พยายามให้ความสำคัญกับพฤติกรรมหรือความผิดพลาดแปลกๆหรือสิ่งที่ทำให้คุณเซอร์ไพรส์เอาไว้ให้ดี สิ่งเหล่านี้มักนำไปสู่ไอเดียสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหา
  • หลังจากได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มคนที่ต้องการแล้ว การเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อให้เห็นมุมมองในภาพรวมก็เป็นสิ่งสำคัญ โดย Framework ที่นิยมใช้ในการเชื่อมโยงข้อมูลก็มีหลายรูปแบบเช่น นำข้อมูลมาเรียบเรียงตามลำดับเวลา สร้างเป็น Timeline ของพฤติกรรม หรือการนำ 2x2 grid มาใช้จัดการข้อมูล เป็นต้น
  • Space Saturation คือการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เอื้ออำนวยต่อการคิด โดยการนำ post-it รูปภาพหรือข้อมูลที่เกียวข้องติดไว้ให้ทั่วพื้นที่ๆใช้ร่วมกันคิดงานเพื่อให้ทุกคนในทีมได้เห็นภาพรวมและไอเดียทั้งหมดอย่างชัดเจน เทคนิคนี้เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ IDEO ใช้
  • กฎเหล็ก 7 ข้อของ IDEO ในการ Brainstorm
    1. Defer judgement : อย่าเพิ่งตัดสินว่าไอเดียไหนดีไม่ดีหรือใครถูกใครผิด 
    2. Encourage wild ideas : ปล่อยไอเดียกันให้เต็มที่ไม่ว่าไอเดียจะหลุดโลกแค่ไหนก็ตาม
    3. Build on the ideas of others : ถ้าไอเดียใครในวงเข้าท่า ลองคิดต่อยอดจากไอเดียนั้นดู
    4. One conversation at a time : ให้คุยกันทีละเรื่อง 
    5. Stay focused on the topic : อย่าออกนอกประเด็นหลักของหัวข้อที่คุยกันอยู่
    6. Be visual : ใช้ภาพประกอบไปด้วย อาจเป็นภาพสเก็ตช์หยาบๆก็ได้ ไม่ต้องสวยงาม
    7. Go for quantity : เน้นปริมาณของไอเดีย เอาให้มากเข้าไว้ ยังไม่ต้องสนใจคุณภาพ
  • เราสร้างโปรโตไทป์ขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้ทดสอบและตอบคำถามหรือกระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อที่เราจะได้เข้าใจสิ่งที่เราอยากรู้มากยิ่งขึ้น
  • สร้างโปรโตไทป์ให้เร็วที่สุดและราคาถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งสร้างเร็วเท่าไร เราก็ยิ่งได้ลองหาข้อผิดพลาดและเรียนรู้เกี่ยวกับไอเดียของเราได้เร็วเท่านั้น
  • ยิ่งเราสร้างโปรโตไทป์ได้มากเท่าไร เราก็ยิ่งได้ทดสอบและค้นพบสิ่งใหม่ๆระหว่างการทดสอบมากเท่านั้น
  • การสร้างโปรโตไทป์หลายๆแบบจะช่วยให้คนกล้าวิจารณ์งานของเรามากยิ่งขึ้น เพราะบางครั้งหากมีโปรโตไทป์แบบเดียว คนจะเกรงใจที่จะวิจารณ์เพราะกลัวเราต้องกลับไปทำงานมาใหม่ทั้งหมด
  • Humans are not ideally set up to understand logic; they set up to understand stories : มนุษย์จะทำความเข้าใจสารจากการถ่ายทอดโดยการเล่าเป็นเรื่องราวได้ดีกว่าการบอกเล่าข้อเท็จจริงตามลำดับเหตุและผล
  • การเล่าเรื่องที่ดีต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัย
    1 Characters : ตัวละครในเรื่องต้องสามารถทำให้คนมีอารมณ์ร่วมไปด้วยได้
    2 Plot : โครงเรื่องที่ดีต้องทำให้คนรู้สึกอยากติดตามและอยากรู้เรื่องราวต่อไปได้
    3 Story Arc : ต้องมีการแบ่งช่วงเริ่มต้น ช่วงกลาง และช่วงท้ายของเรื่องอย่างเหมาะสม

สุดท้ายต้องขอขอบคุณ The SYNC co-working space และ Local alike รวมถึงคุณ Purin ที่ทำให้เกิดเวิร์คชอปที่มีประโยชน์และช่วยให้เข้าใจแนวคิดขององค์กรระดับโลกได้มากยิ่งขึ้นครับ

    • #ideo
    • #design thinking
    • #design
    • #purin phanichphant
  • 4 months ago
  • Permalink
Share

Short URL

TwitterFacebookPinterestGoogle+
Page 1 of 3
← Newer • Older →

About

just a playground for my thoughts
  • RSS
  • Random
  • Archive
  • Mobile
Effector Theme by Pixel Union